อะไรที่ดึงดูดความมั่งคั่งโดย ทรงศรี กาญจนิศากร
วุฒิบัตรการวางแผนการเงินจากสมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ใบอนุญาตผู้ติดต่อผู้ลงทุนจาก กลต.
ความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา ความมั่งคั่งที่แท้จริงมาจากสินทรัพย์หักด้วยหนี้สินที่มี ไม่ใช่วัดจากขนาดของบ้านที่ดูใหญ่โต ขนาดของรถยนต์ที่ขับ ข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้ เช่น หากมีบ้านราคาที่ซื้อไว้ 5,000,000 บาทแต่ต้องผ่อนชำระกับธนาคารจากการทำจำนองไว้กับธนาคารที่ 4,000,000 บาท ความมั่งคั่งที่แท้จริงคือ 1,000,000 บาท ( ส่วนที่เราเป็นเจ้าของจริงๆคือ 1,000,000 ที่เหลืออีก 4,000,000 บาทคือส่วนของธนาคาร )
การที่จะสร้างความมั่งคั่งจึงต้องเริ่มต้นจาก
1. ความสามารถในการสร้างรายได้
2. ความสามารถในการออม
3. ความสามารถในการรักษาความมั่งคั่ง
4. ความสามารถในการต่อยอดความมั่งคั่ง
ความสามารถในการสร้างรายได้ รายได้ที่ได้รับขึ้นกับความสามารถ เวลา และโอกาส รายได้จะมาจากหลายแหล่งขึ้นกับการบริหารจัดการ
แหล่งแรกคือรายได้ทางตรงจากการทำงาน ( คนทำงานให้เกิดเงิน ) ในช่วงแรกทุกคนต้องผ่านช่วงที่สำคัญนี้ เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะสร้างรายได้จากแหล่งอื่นๆ รายได้จากส่วนนี้ต้องหาวิธีป้องการการสูญเสียรายได้จากการที่เราสูญเสียความสามารถ เวลา ด้วยการ Protection ตัวเองเอาไว้ ด้วยวิธี Income Protection , Critical Illness Protection , Morgate Life Ansurance
แหล่งที่สอง รายได้ทางอ้อม ( ให้คนทำงานเพื่อเกิดเงิน ) ด้วยข้อจำกัดเรื่องของเวลาที่คนเราไม่สามารถใช้เวลาที่มีทั้งหมด 24 ชั่วโมงทำงานได้ เรามีเวลาในการทำงานเพียง 8 ชั่วโมง แต่ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถสร้างงานและรายได้ให้มากกว่าเวลาที่เราทำจริง เราจึงต้องมีการลงทุนจ้างคนทำงานในบางอย่างที่คนอื่นทำอย่างเราไม่ได้มาทำงานแทน ( ทำในชิ้นงานที่ราคาถูกกว่า ) บางคนก็เรียกว่า money work น่าเสียดายที่หลายคนเสียดายเงินในกระเป๋า ชอบที่จะทำทุกงานด้วยตัวเอง ทั้งงานราคาถูกและงานราคาแพง และพบว่างานราคาถูกมีปริมาณมากถึง 80% แต่กลับสร้างมูลค่าได้เพียง 20%เท่านั้นเอง
แหล่งที่สาม รายได้จากการให้เงินทำงาน รายได้ในแหล่งนี้เป็นสิ่งเริ่มต้นของ อิสรภาพทางการเงิน ( เงินที่ไปทำงานต้องสร้างผลตอบแทนเท่ากับรายจ่ายที่เรามีในแต่ละเดือน ) รายได้นี้ต้องมาจากการที่เราเริ่มต้นให้เงินทำงานแทนเราผ่านเครื่องมือทางการเงินต่างๆ ตามความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้ เป้าหมายที่ต้องการ เวลาที่มี ทั้งนี้ต้องพิจารณาถึงศัตรูที่ร้ายกาจคือเงินเฟ้อที่ทำให้อำนาจในการซื้อของเราลดลง เช่น หากวันนี้เราเอาเงินไปเก็บไว้ที่บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยหลังหักภาษีและเงินเฟ้อแล้วติดลบ เงินก็ไม่งอกเงย เราจึงต้องจำเป็นในการหาช่องทางการลงทุนที่ตอบสนองความต้องการของตัวเองใหม่ หากจะนำเงินไปซื้อทองก็ต้องรู้ว่ามีความผันผวนสูง มีการเก็งกำไรมาก หากมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินก็อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนตามที่หวัง จะเห็นได้ว่าไม่ว่าเราจะมีรายได้จากแหล่งใดก็ตามเราต้องการวิธีในการดึงดูดความมั่งคั่งซึ่งมีวิธีการที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถทำได้
Saving ความมั่งคั่งเริ่มมาจากการที่เราต้องมีวินัยในการออมเงิน ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจว่าเราจะมีเงินออมในอนาคตแน่ๆ
Protection เป็นการป้องกันเงินที่รั่วไหลออกจากเงินออมในระบบการเงินของเรา ซึ่งบางครั้งเราจะไม่มีวันรู้เลยว่าเงินที่เราออมไว้เพียงพอหรือไม่ เช่น เคยพบว่าคนบางคนทำงานได้ดีมีรายได้จากการทำงานมากอยู่ดีๆ วันหนึ่งโชคร้ายตรวจเจอว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก ผลคือต้องใช้เงินที่มีมารักษาตัวเอง งานก็ไม่ได้ทำ ผลคือเงินที่เก็บไว้ไม่เพียงพอ
Investment เป็นการหาวิธีที่จะทำให้เงินเติบโตเพื่อให้มีอย่างเพียงพอ และสามารถให้ผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อได้ แต่การลงทุนที่มีความเสี่ยงแอบแฝงอยู่เสมอ จึงต้องมีความรู้ และมีเวลาในการศึกษา หรือไม่ก็ต้องปรึกษาคนที่มีความเข้าใจ และมีความรู้ในการลงทุนที่ได้รับอนุญาต โอกาสของผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินในปัจจุบัน สามารถทำทุกอย่าง ( ทั้ง Saving , protection และ Investment ) ได้ง่ายขึ้น เพราะมีวิธีการที่สามารถทำให้เงินงอกเงยไปพร้อมๆกับความมั่นคง หากต้องการที่จะสร้างระบบการออมก็ออมเงินผ่านกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ที่ช่วยสร้างวินัยในการออม แต่หากต้องการการคุ้มครองก็อาจจะเลือกแผนประกันมีกำหนดระยะเวลา ตลอดชีพ Universal life แต่หากต้องการลงทุนให้เงินงอกเงยก็สามารถทำแบบ Unit link ที่ให้ลูกค้าสามารถมีประกันชีวิตพร้อมกับเข้าถึงกองทุนรวมชั้นนำ ที่ให้ผลตอบแทนแบบตรงไปตรงมาที่โปร่งใสและเลือกได้ ที่สำคัญมีสภาพคล่องสูง สามารถถอนเงินจากบัญชีได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม เงินไม่จม ไม่เสียภาษี
ในวันนี้เราเตรียมพร้อมที่จะมั่งคั่งกันหรือยัง